Healing is the New High
ถ้าใครเคยเป็นแบบนี้ ไม่ใช่เพราะเราเป็นคนแบบนั้น แค่บาดแผลเก่ายังไม่ได้รักษาให้หายจริง ๆ แหละ
เล่มนี้มิกิอ่านแล้วรู้สึกแปลกอย่างนึงอะ มันไม่ใช่เล่มที่อ่านแล้ว เก็ตทันทีตอนอ่านอะ แต่เป็นเล่มที่อ่านไปเรื่อยๆ แล้วอยู่ๆ ก็มีบางประโยคแว่บกลับมาในหัวตอนเรากำลังเดินอยู่ที่ไหนสักแห่ง : )
เล่ม Healing Is the New High ของ Vex King คนเดียวกับเล่ม Things No One Taught Us About Love ที่เคยสรุปไปแล้ว แต่พูดเรื่องที่กว้างกว่า คือเรื่องการเยียวยาบาดแผลภายใน
หนังสือเล่มนี้พูดเรื่องที่หลายคนรู้สึกแต่ไม่มีใครพูดออกมา คือการมีชีวิตที่ดี ไม่ใช่การไล่ตามความสุข แต่คือการเลิกหนีจากความเจ็บปวดในตัวเอง
ที่เรายังเจ็บอยู่ ไม่ใช่เพราะเราทำใจไม่ได้ แต่เพราะแผลเก่ายังไม่หายดีจริง ๆ
Vex บอกว่าทุกคนมีบาดแผลทางใจ ไม่ว่าจะใหญ่หรือเล็ก
แผลใหญ่อย่างเช่น เคยโดนทำร้าย เคยถูกทอดทิ้ง สูญเสียคนสำคัญในชีวิต
แผลเล็กอย่างเช่น โดนเปรียบเทียบกับลูกคนอื่น โดนล้อในวัยเด็ก โดนพ่อแม่ดุแรง ๆ แบบไม่มีเหตุผล
ปัญหาคือสังคมสอนให้เราข้ามผ่านแผลเล็กไปเฉย ๆ เพราะมัน แค่นั้นเอง ไม่ใช่เรื่องใหญ่อะไร
แต่แผลเล็กที่เราไม่ได้รักษา จะค่อย ๆ สะสมจนกลายเป็นความเชื่อในตัวเอง ว่าฉันไม่ดีพอ ฉันไม่น่ารัก ฉันต้องเก่งกว่านี้คนถึงจะรัก
แล้วเราก็จะใช้ทั้งชีวิตวิ่งหนีความรู้สึกพวกนี้ ผ่านการกินแหลก ช้อปไม่หยุด ทำงานหนักเกินตัว ติดมือถือ หาแฟนใหม่ตลอดเวลา
Vex บอกว่าจริง ๆ แล้วเราไม่ได้ติดสิ่งเหล่านั้น เราติดการ ไม่ต้องรู้สึก ต่างหากแหละ
ตัวเราในวันนี้ ส่วนใหญ่ถูกสร้าง ถูกหล่อหลอมมาตั้งแต่ตอนเรา 0-7 ขวบแล้ว ตอนที่เรายังจำอะไรไม่ได้เลย
Vex บอกว่างานวิจัยทางจิตวิทยาว่าตัวตน ความเชื่อ และวิธีตอบสนองต่อโลกของเรา 80% ถูกฝังไว้ตอนอายุ 0-7 ขวบ ก่อนที่สมองเราจะมีส่วนคิดเหตุผลสมบูรณ์ด้วยซ้ำ
ตอนนั้นเรายังไม่รู้ด้วยซ้ำว่าอะไรจริงอะไรไม่จริง เราแค่ ดูดซับ ทุกอย่างที่อยู่รอบตัวเข้ามา
ถ้าโตมาในบ้านที่พ่อแม่ทะเลาะกันบ่อย ๆ เราจะเรียนรู้โดยไม่รู้ตัวว่าการแสดงความรักคือการตะโกน 🙇♂️
ถ้าโตมาในบ้านที่ต้องเก่งถึงจะได้รับความรัก เราจะรู้สึกว่าตัวเองมีค่าก็ต่อเมื่อทำได้ดีเท่านั้น 🥹 ผมนี่อยู่ทำงานไม่ได้เลย
ถ้าโตมาในบ้านที่ไม่ปลอดภัยทางใจ เราจะกลายเป็นคนเก็บความรู้สึกตลอดชีวิต 😢
สิ่งที่น่ากลัวที่สุดคือ เราไม่รู้เลยว่าเรามีโปรแกรมพวกนี้ฝังอยู่ เพราะมันถูกฝังตั้งแต่ก่อนที่เราจะมีความทรงจำด้วยซ้ำ เราก็แค่ใช้ชีวิตตามโปรแกรม แล้วก็งงว่าทำไมชีวิตเราถึงซ้ำรอยเดิมตลอดเวลา
ถ้าเราไม่ทำอะไรกับความเจ็บปวดที่เกิดกับเรา ความเจ็บปวดนั้นจะไม่หายไปเฉย ๆ มันจะหาทางออกผ่านการทำร้ายคนอื่นแทน
คนที่โดนตีตอนเด็ก โตมามักจะตีลูกของตัวเองโดยไม่รู้ตัว
คนที่โดนพ่อแม่กดดันเรื่องเรียน โตมามักจะกดดันลูกของตัวเองแบบเดิม
คนที่เคยถูกหักหลังในความสัมพันธ์ มักจะหักหลังคนอื่นก่อนเพื่อปกป้องตัวเอง
ไม่ใช่เพราะเขาเป็นคนเลว เพราะความเจ็บปวดที่ไม่เคยถูกจัดการ จะหาทางออกของมันเองแหละ
นี่คือเหตุผลที่ความรุนแรงถ่ายทอดจากรุ่นสู่รุ่น การเยียวยาตัวเองจึงไม่ใช่แค่เรื่องส่วนตัว มันคือการหยุดวงจรไม่ให้ส่งต่อไปสู่คนที่เรารักอะ
การ positive thinking ไม่ใช่การเยียวยา มันคือการกลบอะไรบางอย่างไว้อยู่รึป่าว
ส่วนนี้ Vex พูดแรงมาก เพราะตัวเขาเองนี่แหละที่เป็นคนสร้างเทรนด์ Good Vibes Only ขึ้นมา แต่เขาออกมายอมรับเองว่าการพยายามคิดบวกอย่างเดียว มันไม่ใช่การเยียวยา มันคือ toxic positivity
เพราะการคิดบวกแบบฝืน ๆ คือการบอกตัวเองว่า ฉันไม่ควรรู้สึกแบบนี้ ฉันต้องสุขใจ ฉันต้องขอบคุณ
แต่ความเจ็บปวดที่เราไม่ยอมรับ มันไม่หายไปนะ มันแค่ถูกอัดลงไปข้างในให้ลึกขึ้น
Vex เปรียบกับการกดสปริง ยิ่งเรากด สปริงก็ยิ่งเก็บแรง พอวันที่เราปล่อย มันจะเด้งกลับมาแรงเป็นสองเท่า
การเยียวยาจริง ๆ คือการอยู่กับความเจ็บปวดให้ครบ ไม่ใช่เร่งให้มันหายไปแหละ
ลองดูตอนเศร้า ว่าเศร้าจริง ๆ คืออะไร ตอนโกรธ ว่าเรากำลังโกรธอะไรกันแน่ ตอนเหงา ว่าเหงาเพราะอะไร
เพราะอารมณ์เหมือนคลื่น ถ้าเราอยู่กับมันจริง ๆ มันจะมาแล้วก็ไป แต่ถ้าเราพยายามหนีมัน มันจะตามเราไปทุกที่
ร่างกายจำในสิ่งที่สมองลืมไปแล้ว
Vex อ้างงานของ Dr. Bessel van der Kolk จากหนังสือ The Body Keeps the Score ว่าร่างกายเราเก็บความทรงจำของบาดแผลไว้ในกล้ามเนื้อ ในระบบประสาท ในการหายใจ
นี่คือเหตุผลที่บางคนปวดหลังเรื้อรัง ปวดท้องไม่หาย นอนไม่หลับ โดยไม่มีสาเหตุทางกายเลย มันไม่ได้แปลว่าเขาคิดมาก แต่ร่างกายเขากำลังเก็บอะไรบางอย่างที่สมองลืมไปแล้ว
Vex บอกว่าเหตุผลที่การพูดบำบัดอย่างเดียวไม่พอสำหรับบางคน เพราะการคิดเรื่องอดีตด้วยสมองเฉย ๆ ไม่ได้ปลดปล่อยสิ่งที่ค้างอยู่ในร่างกายออกมา
วิธีที่เขาแนะนำคือการเคลื่อนไหวร่างกาย เช่น โยคะ การออกกำลังกาย การเต้น การหายใจลึก ๆ
ไม่ใช่เพราะมันทำให้เราแข็งแรง เพราะมันคือวิธีปล่อยสิ่งที่ค้างอยู่ในร่างกายออกมาแหละ
ลองสังเกตดูสิ เวลาเครียดมาก ๆ พอออกกำลังกายแล้วรู้สึกเบาขึ้น มันไม่ใช่แค่เพราะเอนดอร์ฟิน แต่เพราะร่างกายเพิ่งปลดปล่อยอะไรบางอย่างออกไป
เรามักดึงดูดสิ่งที่เราเชื่อลึกๆ ในใจเสมอ และมันก็มักจะไม่ใช่สิ่งที่เราอยากได้
Vex อธิบายเรื่องที่เรียกว่า limiting beliefs ในใจเราทุกคนมีความเชื่อลึกๆ บางอย่างเกี่ยวกับตัวเอง ความเชื่อที่ฝังมาตั้งแต่เด็ก ที่เราไม่เคยตั้งคำถามด้วยซ้ำ
เราไม่คู่ควรกับความรักดี ๆ
เราไม่ฉลาดพอที่จะประสบความสำเร็จ
เราต้องดิ้นรนหนักเท่านั้นถึงจะมีความสุขได้
ความสุขมันชั่วคราว เดี๋ยวก็หายไปอยู่ดี
ปัญหาคือสมองมนุษย์ออกแบบมาเพื่อ ยืนยันความเชื่อ ของตัวเอง
ถ้าเราเชื่อว่าตัวเองไม่คู่ควรกับความรักดี ๆ เราจะหาเหตุผลทำลายความสัมพันธ์ดี ๆ ทุกครั้ง
ถ้าเราเชื่อว่าตัวเองไม่ฉลาดพอ เราจะกลัวเสนอไอเดียในที่ประชุม สุดท้ายไม่ได้โปรโมท
ถ้าเราเชื่อว่าความสุขมันชั่วคราว เราจะหาเรื่องเสียเองในวันที่กำลังมีความสุขอยู่ดี ๆ
Vex บอกว่าก่อนจะเปลี่ยนชีวิต ต้องไปดูในใจตัวเองก่อนว่าเรากำลังเชื่ออะไรอยู่ เพราะชีวิตของเราไม่ได้สะท้อนสิ่งที่เราอยากได้ มันสะท้อนสิ่งที่เราเชื่อลึก ๆ ในใจเกี่ยวกับตัวเแราเอง
ลองถามตัวเองสักข้อก่อนนอนคืนนี้ มีความเชื่ออะไรบางอย่างที่ฝังในใจหรือติดในใจของเราอยู่รึป่าว 🥺 นี่นั่งคิดเล่นๆ ก็ 3 ข้อละ
การเยียวยาไม่ใช่สิ่งสุดท้าย แต่มันคือการใช้ชีวิตในรูปแบบนึง
Vex บอกว่าหลายคนเข้าใจผิดเรื่องการฮีลลิ่ง คิดว่ามันเหมือนการรักษาโรค คือทำสักพักแล้วหาย แล้วก็จบ กลับไปใช้ชีวิตปกติได้
แต่จริง ๆ แล้วการเยียวยาไม่มีวันจบ เพราะตราบที่เรามีชีวิตอยู่ เราจะเจอเรื่องใหม่ ๆ ที่ไปกระตุ้นแผลเก่า หรือสร้างแผลใหม่ขึ้นมาตลอดเวลา
การเยียวยาคือการสร้างนิสัยใหม่ในการดูแลตัวเอง
วันที่อารมณ์ขึ้น ลองหายใจลึก ๆ ก่อนตอบกลับ
วันที่เหนื่อย ลองให้ตัวเองพักโดยไม่รู้สึกผิด
วันที่เจอคนทำให้รำคาญ ลองถามตัวเองว่าทำไมเราถึงรู้สึกแบบนี้
วันที่เศร้า ลองอยู่กับมันสักพัก แทนที่จะรีบหาอะไรมากลบ
ทั้งหมดนี้ไม่ใช่เรื่องใหญ่ ไม่ต้องไปคอร์สโยคะหรือทำสมาธิเป็นชั่วโมง แค่จังหวะเล็ก ๆ ในแต่ละวันที่เราเลือกจะดูแลตัวเองแทนที่จะหนีไป
Vex บอกว่าเป้าหมายไม่ใช่การเป็นคนสมบูรณ์แบบที่ไม่มีบาดแผลอีกเลย แต่เป้าหมายจริงๆ คือการเป็นคนที่รู้จักดูแลตัวเองทุกครั้งที่โลกเหวี่ยงอะไรไม่รู้มาหาเรา 🥺
ถ้าจะสรุปเล่มนี้ให้เหลือประโยคเดียว มันคือ
การมีชีวิตที่ดี ไม่ใช่การไม่มีบาดแผล
แต่คือการกลับมาดูแลแผลของตัวเองได้ทุกครั้งที่มันเปิดอีกครั้ง
มิกิคิดว่าเล่มนี้พูดในสิ่งที่สังคมเราพูดถึงน้อยเกินไป เราถูกสอนให้เก่ง ให้เข้มแข็ง ให้ก้าวต่อไป เราถูกสอนให้ลืม ให้ปล่อยวาง ให้ move on เราถูกสอนให้คิดบวกตลอดเวลา ห้ามจมอยู่กับอดีต
แต่ไม่มีใครสอนเราว่าการกลับไปมองแผลของตัวเอง ไม่ใช่ความใจไม่แข็ง มันคือความกล้าหาญ และการนั่งอยู่กับความเจ็บปวดของตัวเองได้ ไม่ใช่การจมอยู่กับอดีต มันคือการปลดปล่อยอดีตออกจากร่างกายเรา
การเยียวยาบางอย่างต้องการเวลา บางอย่างต้องการคนช่วย บางอย่างต้องการนักจิตวิทยาที่เก่ง ไม่ใช่ทุกอย่างเราจะทำคนเดียวได้แหละ
แต่จุดเริ่มต้นที่ทุกคนทำได้คือการยอมรับว่ามันมีอะไรบางอย่างค้างอยู่ในใจที่ยังไม่ได้รักษา
แค่ยอมรับว่ามันมี ไม่ต้องรีบไปแก้ ไม่ต้องรีบให้หาย แค่ยอมรับว่ามันอยู่ที่นั่น
เพราะการเยียวยาตัวเองไม่ใช่เป้าหมายที่ต้องไปให้ถึง มันคือทางที่เดินไปเรื่อย ๆ ทุกวันกั้บ : )