มิกิ
กลับไปคลังหนังสือ
Vex King

Healing is the New High

พัฒนาตัวเอง / spiritual / inner work7 insights6 พฤษภาคม 2569
⬇ hook
นึกว่าทำใจได้แล้ว แต่พอเห็นชื่อเด้งขึ้นมา ก็ใจสั่นอีกแล้ว
เลิกกันเป็นปีแล้ว เพลงที่เคยฟังด้วยกันวนมา ก็ยังนึกถึงเขาอยู่ดี
รู้ตัวว่าคิดมากเกินไป รู้ตัวว่าเบื่อตัวเองที่เป็นแบบนี้ แต่ก็หยุดไม่ได้สักที
อยากเริ่มใหม่กับคนใหม่ สุดท้ายเรื่องเดิม ๆ ที่เคยทะเลาะกับคนเก่า ก็กลับมาทะเลาะเหมือนเดิม

ถ้าใครเคยเป็นแบบนี้ ไม่ใช่เพราะเราเป็นคนแบบนั้น แค่บาดแผลเก่ายังไม่ได้รักษาให้หายจริง ๆ แหละ

เล่มนี้มิกิอ่านแล้วรู้สึกแปลกอย่างนึงอะ มันไม่ใช่เล่มที่อ่านแล้ว เก็ตทันทีตอนอ่านอะ แต่เป็นเล่มที่อ่านไปเรื่อยๆ แล้วอยู่ๆ ก็มีบางประโยคแว่บกลับมาในหัวตอนเรากำลังเดินอยู่ที่ไหนสักแห่ง : )

เล่ม Healing Is the New High ของ Vex King คนเดียวกับเล่ม Things No One Taught Us About Love ที่เคยสรุปไปแล้ว แต่พูดเรื่องที่กว้างกว่า คือเรื่องการเยียวยาบาดแผลภายใน

หนังสือเล่มนี้พูดเรื่องที่หลายคนรู้สึกแต่ไม่มีใครพูดออกมา คือการมีชีวิตที่ดี ไม่ใช่การไล่ตามความสุข แต่คือการเลิกหนีจากความเจ็บปวดในตัวเอง

01insight 1 / 8

ที่เรายังเจ็บอยู่ ไม่ใช่เพราะเราทำใจไม่ได้ แต่เพราะแผลเก่ายังไม่หายดีจริง ๆ

Vex บอกว่าทุกคนมีบาดแผลทางใจ ไม่ว่าจะใหญ่หรือเล็ก

แผลใหญ่อย่างเช่น เคยโดนทำร้าย เคยถูกทอดทิ้ง สูญเสียคนสำคัญในชีวิต

แผลเล็กอย่างเช่น โดนเปรียบเทียบกับลูกคนอื่น โดนล้อในวัยเด็ก โดนพ่อแม่ดุแรง ๆ แบบไม่มีเหตุผล

ปัญหาคือสังคมสอนให้เราข้ามผ่านแผลเล็กไปเฉย ๆ เพราะมัน แค่นั้นเอง ไม่ใช่เรื่องใหญ่อะไร

แต่แผลเล็กที่เราไม่ได้รักษา จะค่อย ๆ สะสมจนกลายเป็นความเชื่อในตัวเอง ว่าฉันไม่ดีพอ ฉันไม่น่ารัก ฉันต้องเก่งกว่านี้คนถึงจะรัก

แล้วเราก็จะใช้ทั้งชีวิตวิ่งหนีความรู้สึกพวกนี้ ผ่านการกินแหลก ช้อปไม่หยุด ทำงานหนักเกินตัว ติดมือถือ หาแฟนใหม่ตลอดเวลา

Vex บอกว่าจริง ๆ แล้วเราไม่ได้ติดสิ่งเหล่านั้น เราติดการ ไม่ต้องรู้สึก ต่างหากแหละ

02insight 2 / 8

ตัวเราในวันนี้ ส่วนใหญ่ถูกสร้าง ถูกหล่อหลอมมาตั้งแต่ตอนเรา 0-7 ขวบแล้ว ตอนที่เรายังจำอะไรไม่ได้เลย

Vex บอกว่างานวิจัยทางจิตวิทยาว่าตัวตน ความเชื่อ และวิธีตอบสนองต่อโลกของเรา 80% ถูกฝังไว้ตอนอายุ 0-7 ขวบ ก่อนที่สมองเราจะมีส่วนคิดเหตุผลสมบูรณ์ด้วยซ้ำ

ตอนนั้นเรายังไม่รู้ด้วยซ้ำว่าอะไรจริงอะไรไม่จริง เราแค่ ดูดซับ ทุกอย่างที่อยู่รอบตัวเข้ามา

ถ้าโตมาในบ้านที่พ่อแม่ทะเลาะกันบ่อย ๆ เราจะเรียนรู้โดยไม่รู้ตัวว่าการแสดงความรักคือการตะโกน 🙇‍♂️

ถ้าโตมาในบ้านที่ต้องเก่งถึงจะได้รับความรัก เราจะรู้สึกว่าตัวเองมีค่าก็ต่อเมื่อทำได้ดีเท่านั้น 🥹 ผมนี่อยู่ทำงานไม่ได้เลย

ถ้าโตมาในบ้านที่ไม่ปลอดภัยทางใจ เราจะกลายเป็นคนเก็บความรู้สึกตลอดชีวิต 😢

สิ่งที่น่ากลัวที่สุดคือ เราไม่รู้เลยว่าเรามีโปรแกรมพวกนี้ฝังอยู่ เพราะมันถูกฝังตั้งแต่ก่อนที่เราจะมีความทรงจำด้วยซ้ำ เราก็แค่ใช้ชีวิตตามโปรแกรม แล้วก็งงว่าทำไมชีวิตเราถึงซ้ำรอยเดิมตลอดเวลา

03insight 3 / 8

ถ้าเราไม่ทำอะไรกับความเจ็บปวดที่เกิดกับเรา ความเจ็บปวดนั้นจะไม่หายไปเฉย ๆ มันจะหาทางออกผ่านการทำร้ายคนอื่นแทน

คนที่โดนตีตอนเด็ก โตมามักจะตีลูกของตัวเองโดยไม่รู้ตัว

คนที่โดนพ่อแม่กดดันเรื่องเรียน โตมามักจะกดดันลูกของตัวเองแบบเดิม

คนที่เคยถูกหักหลังในความสัมพันธ์ มักจะหักหลังคนอื่นก่อนเพื่อปกป้องตัวเอง

ไม่ใช่เพราะเขาเป็นคนเลว เพราะความเจ็บปวดที่ไม่เคยถูกจัดการ จะหาทางออกของมันเองแหละ

นี่คือเหตุผลที่ความรุนแรงถ่ายทอดจากรุ่นสู่รุ่น การเยียวยาตัวเองจึงไม่ใช่แค่เรื่องส่วนตัว มันคือการหยุดวงจรไม่ให้ส่งต่อไปสู่คนที่เรารักอะ

04insight 4 / 8

การ positive thinking ไม่ใช่การเยียวยา มันคือการกลบอะไรบางอย่างไว้อยู่รึป่าว

ส่วนนี้ Vex พูดแรงมาก เพราะตัวเขาเองนี่แหละที่เป็นคนสร้างเทรนด์ Good Vibes Only ขึ้นมา แต่เขาออกมายอมรับเองว่าการพยายามคิดบวกอย่างเดียว มันไม่ใช่การเยียวยา มันคือ toxic positivity

เพราะการคิดบวกแบบฝืน ๆ คือการบอกตัวเองว่า ฉันไม่ควรรู้สึกแบบนี้ ฉันต้องสุขใจ ฉันต้องขอบคุณ

แต่ความเจ็บปวดที่เราไม่ยอมรับ มันไม่หายไปนะ มันแค่ถูกอัดลงไปข้างในให้ลึกขึ้น

Vex เปรียบกับการกดสปริง ยิ่งเรากด สปริงก็ยิ่งเก็บแรง พอวันที่เราปล่อย มันจะเด้งกลับมาแรงเป็นสองเท่า

การเยียวยาจริง ๆ คือการอยู่กับความเจ็บปวดให้ครบ ไม่ใช่เร่งให้มันหายไปแหละ

ลองดูตอนเศร้า ว่าเศร้าจริง ๆ คืออะไร ตอนโกรธ ว่าเรากำลังโกรธอะไรกันแน่ ตอนเหงา ว่าเหงาเพราะอะไร

เพราะอารมณ์เหมือนคลื่น ถ้าเราอยู่กับมันจริง ๆ มันจะมาแล้วก็ไป แต่ถ้าเราพยายามหนีมัน มันจะตามเราไปทุกที่

05insight 5 / 8

ร่างกายจำในสิ่งที่สมองลืมไปแล้ว

Vex อ้างงานของ Dr. Bessel van der Kolk จากหนังสือ The Body Keeps the Score ว่าร่างกายเราเก็บความทรงจำของบาดแผลไว้ในกล้ามเนื้อ ในระบบประสาท ในการหายใจ

นี่คือเหตุผลที่บางคนปวดหลังเรื้อรัง ปวดท้องไม่หาย นอนไม่หลับ โดยไม่มีสาเหตุทางกายเลย มันไม่ได้แปลว่าเขาคิดมาก แต่ร่างกายเขากำลังเก็บอะไรบางอย่างที่สมองลืมไปแล้ว

Vex บอกว่าเหตุผลที่การพูดบำบัดอย่างเดียวไม่พอสำหรับบางคน เพราะการคิดเรื่องอดีตด้วยสมองเฉย ๆ ไม่ได้ปลดปล่อยสิ่งที่ค้างอยู่ในร่างกายออกมา

วิธีที่เขาแนะนำคือการเคลื่อนไหวร่างกาย เช่น โยคะ การออกกำลังกาย การเต้น การหายใจลึก ๆ

ไม่ใช่เพราะมันทำให้เราแข็งแรง เพราะมันคือวิธีปล่อยสิ่งที่ค้างอยู่ในร่างกายออกมาแหละ

ลองสังเกตดูสิ เวลาเครียดมาก ๆ พอออกกำลังกายแล้วรู้สึกเบาขึ้น มันไม่ใช่แค่เพราะเอนดอร์ฟิน แต่เพราะร่างกายเพิ่งปลดปล่อยอะไรบางอย่างออกไป

06insight 6 / 8

เรามักดึงดูดสิ่งที่เราเชื่อลึกๆ ในใจเสมอ และมันก็มักจะไม่ใช่สิ่งที่เราอยากได้

Vex อธิบายเรื่องที่เรียกว่า limiting beliefs ในใจเราทุกคนมีความเชื่อลึกๆ บางอย่างเกี่ยวกับตัวเอง ความเชื่อที่ฝังมาตั้งแต่เด็ก ที่เราไม่เคยตั้งคำถามด้วยซ้ำ

เราไม่คู่ควรกับความรักดี ๆ

เราไม่ฉลาดพอที่จะประสบความสำเร็จ

เราต้องดิ้นรนหนักเท่านั้นถึงจะมีความสุขได้

ความสุขมันชั่วคราว เดี๋ยวก็หายไปอยู่ดี

ปัญหาคือสมองมนุษย์ออกแบบมาเพื่อ ยืนยันความเชื่อ ของตัวเอง

ถ้าเราเชื่อว่าตัวเองไม่คู่ควรกับความรักดี ๆ เราจะหาเหตุผลทำลายความสัมพันธ์ดี ๆ ทุกครั้ง

ถ้าเราเชื่อว่าตัวเองไม่ฉลาดพอ เราจะกลัวเสนอไอเดียในที่ประชุม สุดท้ายไม่ได้โปรโมท

ถ้าเราเชื่อว่าความสุขมันชั่วคราว เราจะหาเรื่องเสียเองในวันที่กำลังมีความสุขอยู่ดี ๆ

Vex บอกว่าก่อนจะเปลี่ยนชีวิต ต้องไปดูในใจตัวเองก่อนว่าเรากำลังเชื่ออะไรอยู่ เพราะชีวิตของเราไม่ได้สะท้อนสิ่งที่เราอยากได้ มันสะท้อนสิ่งที่เราเชื่อลึก ๆ ในใจเกี่ยวกับตัวเแราเอง

ลองถามตัวเองสักข้อก่อนนอนคืนนี้ มีความเชื่ออะไรบางอย่างที่ฝังในใจหรือติดในใจของเราอยู่รึป่าว 🥺 นี่นั่งคิดเล่นๆ ก็ 3 ข้อละ

07insight 7 / 8

การเยียวยาไม่ใช่สิ่งสุดท้าย แต่มันคือการใช้ชีวิตในรูปแบบนึง

Vex บอกว่าหลายคนเข้าใจผิดเรื่องการฮีลลิ่ง คิดว่ามันเหมือนการรักษาโรค คือทำสักพักแล้วหาย แล้วก็จบ กลับไปใช้ชีวิตปกติได้

แต่จริง ๆ แล้วการเยียวยาไม่มีวันจบ เพราะตราบที่เรามีชีวิตอยู่ เราจะเจอเรื่องใหม่ ๆ ที่ไปกระตุ้นแผลเก่า หรือสร้างแผลใหม่ขึ้นมาตลอดเวลา

การเยียวยาคือการสร้างนิสัยใหม่ในการดูแลตัวเอง

วันที่อารมณ์ขึ้น ลองหายใจลึก ๆ ก่อนตอบกลับ

วันที่เหนื่อย ลองให้ตัวเองพักโดยไม่รู้สึกผิด

วันที่เจอคนทำให้รำคาญ ลองถามตัวเองว่าทำไมเราถึงรู้สึกแบบนี้

วันที่เศร้า ลองอยู่กับมันสักพัก แทนที่จะรีบหาอะไรมากลบ

ทั้งหมดนี้ไม่ใช่เรื่องใหญ่ ไม่ต้องไปคอร์สโยคะหรือทำสมาธิเป็นชั่วโมง แค่จังหวะเล็ก ๆ ในแต่ละวันที่เราเลือกจะดูแลตัวเองแทนที่จะหนีไป

Vex บอกว่าเป้าหมายไม่ใช่การเป็นคนสมบูรณ์แบบที่ไม่มีบาดแผลอีกเลย แต่เป้าหมายจริงๆ คือการเป็นคนที่รู้จักดูแลตัวเองทุกครั้งที่โลกเหวี่ยงอะไรไม่รู้มาหาเรา 🥺

# ตกผลึกกับมิกิ

ถ้าจะสรุปเล่มนี้ให้เหลือประโยคเดียว มันคือ

การมีชีวิตที่ดี ไม่ใช่การไม่มีบาดแผล

แต่คือการกลับมาดูแลแผลของตัวเองได้ทุกครั้งที่มันเปิดอีกครั้ง

มิกิคิดว่าเล่มนี้พูดในสิ่งที่สังคมเราพูดถึงน้อยเกินไป เราถูกสอนให้เก่ง ให้เข้มแข็ง ให้ก้าวต่อไป เราถูกสอนให้ลืม ให้ปล่อยวาง ให้ move on เราถูกสอนให้คิดบวกตลอดเวลา ห้ามจมอยู่กับอดีต

แต่ไม่มีใครสอนเราว่าการกลับไปมองแผลของตัวเอง ไม่ใช่ความใจไม่แข็ง มันคือความกล้าหาญ และการนั่งอยู่กับความเจ็บปวดของตัวเองได้ ไม่ใช่การจมอยู่กับอดีต มันคือการปลดปล่อยอดีตออกจากร่างกายเรา

การเยียวยาบางอย่างต้องการเวลา บางอย่างต้องการคนช่วย บางอย่างต้องการนักจิตวิทยาที่เก่ง ไม่ใช่ทุกอย่างเราจะทำคนเดียวได้แหละ

แต่จุดเริ่มต้นที่ทุกคนทำได้คือการยอมรับว่ามันมีอะไรบางอย่างค้างอยู่ในใจที่ยังไม่ได้รักษา

แค่ยอมรับว่ามันมี ไม่ต้องรีบไปแก้ ไม่ต้องรีบให้หาย แค่ยอมรับว่ามันอยู่ที่นั่น

เพราะการเยียวยาตัวเองไม่ใช่เป้าหมายที่ต้องไปให้ถึง มันคือทางที่เดินไปเรื่อย ๆ ทุกวันกั้บ : )

ดูเล่มอื่น
7 insights · เขียนโดยมิกิ